ไตเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายถั่ว ขนาดเท่ากับกำปั้นมือ มีอยู่ 2 ข้าง ตั้งอยู่ที่หลัง ข้างกระดูกไขสันหลัง ทั้ง 2 ข้าง ไตทำหน้าที่ขับน้ำและของเสียจากเลือดออกนอกร่างกาย

โรคไตวาย เกิดจากการที่ไตไม่สามารถขับน้ำเกลื่อแร่ และของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลย์

“การดำเนินโรค”

โรคไตวายนี้มักจะมีการดำเนินโรคมักจะเป็นไปอย่างช้าๆ โดยโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไตวายที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง

“อาการ”

ในช่วงแรกของการเกิดโรค ผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ ต่อมาผู้ป่วยอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ปวดศรีษะ สะอึกบ่อยๆ คันทั่วร่างกาย เมื่ออาการเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกง่าย ซีด บวม ซึมลงจนหมดสติและชัก และเสียชีวิตในที่สุดได้

“การรักษา”

การรักษาเน้นไปที่การควบคุมป้องกันไม่ให้ไตเสียเร็ว ผู้ป่วยควรจำกัดอาหารบางอย่าง เช่น อาหารเค็ม ผลไม้ และอาหารที่มีโปรตีนสูง ถ้าความดันโลหิตสูงต้องควบคุมให้ดี ยาจะช่วยลดอาการได้บ้าง แต่ไม่มียาอะไรที่จะขับของเสียออกจากร่างกายได้
วิธีที่จะขับของเสียและน้ำออกจากร่างกายได้ คือ การล้างไต หรือเปลี่ยนถ่ายไต

“อาหารสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง”

จำกัดอาหารโปรตีน: ปกติแล้วไตจะขับถ่ายยูเรีย ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจาก การเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ในผู้ป่วยไตวาย ไตจะไม่สามารถขับยูเรียออกได้เท่าคนปกติ ดังนั้นจึงควรจำกัดอาหารโปรตีน เพื่อไม่ให้ยูเรียคั่งในร่างกาย

จำกัดปริมาณเกลือ: ไม่ควรทานอาหารรสเค็ม ทานเกลือได้ไม่เกิน 4-6 กรัม/วัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีของเหลวคั่งในร่างกาย หรือบวม เพราะจะทำให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นไปได้ยาก
จำกัดปริมาณน้ำดื่ม: ผู้ป่วยโรคไตวาย จะมีปัญหาด้านการขับน้ำออกจากร่างกายดังนั้นจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณน้ำ

จำกัดปริมาณโปแตสเซี่ยม: ผู้ป่วยโรคไตวาย จะขับโปแตสเซี่ยมออกได้ไม่ใคร่ดี และหากมีโปแตสเซียมในร่างกายมากไป จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงกับชีวิต อาหารมีปริมาณโปแตสเซียมสูง และควรพึงระวังคือ กล้วย ส้ม ถั่ว และมันฝรั่ง

จำกัดปริมาณฟอสฟอรัส: ผู้ป่วยโรคไต จะขับฟอสฟอรัสได้น้อย ดังนั้นระดับฟอสฟอรัสในเลือดจะสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมในกระดูก เกิดกระดูกผุบางได้ อาหารที่มีปริมาณฟอสฟอรัสมากคือ ไข่ ถั่ว นม น้ำอัดลม

เบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถนำอินซูลินที่ผลิตมาไปใช้ได้

ปกติอินซูลินจะช่วยเปลี่ยนน้ำตาลจากอาหารที่เราทาน ไปเก็บไว้เป็นพลังงาน ในเซลล์ต่างๆของร่างกาย หากร่างกายมีอินซูลินไม่พอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูง

หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานๆ จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้แก่ โรคไต, จอประสาทตาเสื่อม และโรคหลอดเลือดอื่นๆ

“อาการและอาการแสดง”

ผู้ป่วยอาจจะมาพบแพทย์ ด้วยอาการ ปัสสาวะบ่อย, กินน้ำบ่อย, กินอาหารจุและน้ำหนักลด ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ แต่ตรวจพบจาก การเจาะเลือดตรวจร่างกาย

“การวินิจฉัยโรค”

วินิจฉัยโดยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

ในผู้ป่วยที่อดอาหารและตรวจพบระดับน้ำตาลที่สูงกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เป็นเวลา 2 ครั้ง หรือ เจาะน้ำตาลที่เวลาใดเวลาหนึ่งโดยไม่ต้องอดอาหาร สูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ถือว่าเป็นโรคเบาหวานเช่นเดียวกัน

“ชนิดของโรคเบาหวาน”

เบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เป็นเพราะร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ จึงจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยอินสุลินแบบฉีด

เบาหวานชนิดที่ 2 โรคเบาหวานที่เราเจอ มักจะเป็นชนิดที่2 มักเจอในผู้ใหญ่ เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ปัจจุบันเราพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น เพราะมีประชากรสูงอายุมากขึ้น และมีจำนวนคนที่อ้วน และไม่ใคร่ได้ออกกำลังกายมากขึ้น

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานชนิดนี้ จะเกิดในผู้ที่ปกติแล้วระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ได้ป่วยเป็นเบาหวาน แต่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในระหว่างการตั้งครรภ์เท่านั้น

“การรักษาโรค”

จุดประสงค์ของการรักษาโรคเบาหวาน ไม่เพียงแต่ควบคุมน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเท่านั้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ด้วย โดยการรักษาจะใช้ยา ซึ่งอาจจะเป็นยากิน และยาฉีด(อินซูลิน) ร่วมกัน

“การปฎิบัติตัวให้ผู้ป่วยเบาหวาน”

อาหาร ควรทานผักให้มาก โดยเฉพาะผักประเภทใบ และถั่วสด เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ฯลฯ เลือกทานทานผลไม้ที่หวานน้อย เช่น ส้ม มะละกอ พุทรา ฝรั่ง งดของหวานทุกชนิด และขนมที่ใส่น้ำตาล หลีกเลี่ยงอาหารทอดที่มีน้ำมันมาก

การออกกำลังกาย จะช่วยควบคุมน้ำหนัก, ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ก็ช่วยทำให้จิตใจเบิกบานสดชื่นได้อีกด้วย

งดสูบบุหรี่ ปกติแล้วผู้ป่วยเบาหวาน จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่นโรคหัวใจ อัมพาต อัมพฤกษ์ โรคไตวายเรื้อรัง โรคทางระบบประสาท ฯลฯ มากกว่าคนปกติ การสูบบุหรี่จะยิ่งเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าว

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่พบบ่อย และเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคสมอง โรคไต และโรคทางหลอดเลือด เป็นต้น ดังนั้นการรักษาและป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงนี้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

“การวินิจฉัยโรค”

– ความดันโลหิตปกติ หมายถึง ความดันอยู่ในช่วง 120/80 mmHg
– ความดันโลหิตเริ่มสูง หมายถึง ความดันอยู่ในช่วง 120-139/80-99 mmHg
– ความดันโลหิตสูง หมายถึง ความดันที่สูงกว่า 139/90 mmHg
– ทั้งนี้การวัดความดันโลหิต ควรทำการวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง ในระยะเวลาที่ต่างกัน

“ความชุกของโรค”

พบผู้ใหญ่เป็นโรคนี้ประมาณ 20% โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี จะมีโอกาสเกิดโรคนี้สูงมาก

“สาเหตุของโรค”

ประมาณ 90-95 % ของผู้ป่วย ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด มีผู้ป่วยบางกลุ่ม ที่มีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ เช่น โรคไต, โรคหลอดเลือด, โรคทางต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

“การรักษา”

ผู้ป่วยควรจะดูแลสุขภาพของตนเองร่วมกับรักษาด้วยยา โดยมีข้อแนะนำดังนี้

1. กรณีที่ผู้ป่วยอ้วนควรลดน้ำหนัก
2. ลดการดื่มแอลกอฮอล์
3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
4. ไม่รับประทานอาหารเค็ม
5. ไม่สูบบุหรี่
6. ลดการกินอาหารมัน
7. หลีกเลี่ยงความเครียด

โรคข้อเข่าเสือมเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์ ด้วยอาการปวดเข่า

“อาการ”

ในช่วงแรกอาการปวดอาจจะดีขึ้นเมื่อผู้ป่วยพักการทำงาน หรือกินยาแก้ปวดทั่วไป และผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการข้อแข็งในช่วงเช้าๆ ต่อมาเมื่อโรคเป็นมากขึ้น อาการของโรคก็จะแสดงออกชัดขึ้น โดยอาการปวดจะเป็นรุนแรง และไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป หรืออาจจะมีรูปร่างของข้อที่ผิดรูป (เข่าโก่ง) เมื่อตรวจร่างกายบริเวณข้อที่ปวด อาจจะไม่พบอาการปวดบวม แดง ร้อน แต่อาจพบว่า การเคลื่อนที่ของข้อลดลงและอาจมีกล้ามเนื้อลีบร่วมด้วย

“ปัจจัยเสี่ยง”

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ได้แก่ ผู้สูงอายุ, อ้วน, ผู้หญิง, ผู้ที่มีประวัติการทำงานที่ใช้ข้อมากๆ และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม

“การรักษา”

– ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาการใช้ยา นอกจากนั้นผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพตนเอง โดยในกรณีที่ผู้ป่วยอ้วน ควรลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัด ลดการใช้ข้อที่มีอาการอักเสบ

– ปรับวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ เพื่อให้อาการปวดทุเลา เช่นการปรับตัวในเรื่องการงอเข่า หลีกเลี่ยงการนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาส นั่งคุกเข่า ลดระยะทางการเดิน ไม่นั่งหรือยืนอยู่ในท่าเดียวนาน ๆ และการใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน

– การทำกายภาพบำบัด เป็นวิธีการรักษาที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อที่คอยพยุงข้อแข็งแรงมากขึ้น ทำให้ช่วยปกป้องข้อไม่ให้ผิดท่าหรือทำงานหนักเกินไป

– การรักษาด้วยยา ในกรณีที่อาการปวดไม่รุนแรงอาจใช้ยาแก้ปวดทั่วๆ ไป ได้แก่ พาราเซตามอล แต่ถ้าอาการปวดรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเรื่องการใช้ยาเป็นกรณี

– การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดแล้ว อาการไม่ดีขึ้น

โรคกระดูกพรุนหรือโรคกระดูกบาง เป็นโรคที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกน้อยลง ส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรง มีโอกาสหักง่ายกว่าคนทั่วไป โดยตำแหน่งที่กระดูกมักจะหัก ได้แก่ สะโพก , กระดูกสันหลัง และ กระดูกข้อมือ

“อาการและอาการแสดง”

ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกบาง มักจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ยกเว้น เมื่อมีอาการหักของกระดูก ก็จะมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่มีกระดูกหัก

“ปัจจัยเสี่ยง”

ปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคกระดูกบางได้แก่ อายุมาก, เพศหญิง, ขาดฮอร์โมนเอสโตเจน, ภาวะหมดประจำเดือน, สูบบุหรี่, ได้รับแคลเซียมและวิตามินซีน้อย, พิษสุราเรื้อรัง และ การที่ออกกำลังกายมากหรือน้อยเกินไป

“การวินิจฉัย”

ทำได้โดยการวัดความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density)

“การรักษา”

โรคกระดูกพรุนสามารถป้องกันโดย หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา และป้องกันการหกล้มในผู้ที่มีกระดูกบาง รวมทั้งให้ยาเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก

การรับประทานอาหาร ผู้ป่วยควรได้รับแคลเซียม 1200 – 1500 มิลลิกรัม ต่อวัน โดยเลือกทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม (นม 1 แก้ว จะให้แคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม) หรือทานแคลเซียมเม็ดเสริม

การออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบ แอโรบิก, ยกน้ำหนัก สามารถทำให้ความหนาแน่นของกระดูกมากขึ้นได้

บุหรี่ และสุรา ควรงดสูบบุหรี่ และควบคุมปริมาณการดื่มสุรา

ยา ปัจจุบันมียาหลายชนิด ที่ให้ควบคู่ไปกับการให้แคลเซียม และ วิตามินซีเพื่อทำให้กระดูกมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น

สาเหตุของกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ มักเกิดจากการหกล้ม ส่วนสาเหตุอื่นๆของกระดูกสะโพกหัก อาจเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ เนื้องอก หรือมีการติดเชื้อที่กระดูก

“ปัจจัยเสี่ยง”

ผู้ป่วยที่มีโรคกระดูกพรุน จะเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักสูง เพราะโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ทำให้กระดูกบาง อ่อนแอ และหักง่าย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอีก ได้แก่ ผู้ที่เป็นเพศหญิง โดยเฉพาะชาวฝรั่งเชื้อชาติคอเคย์เชี่ยน คนที่มีรูปร่างผอม หรือไม่ใคร่ได้เคลื่อนไหว

“อาการ”

– ปวดที่สะโพกมาก
– ลงน้ำหนักที่ขาหรือยืนไม่ได้
– บริเวณสะโพกจะรู้สึกขัดๆ มีรอยฟกช้ำ และบวม
– ขาข้างที่สะโพกหักจะสั้น ไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ขาจะหมุนเข้าหรือออก
เมื่อไรที่ผู้สูงอายุหกล้ม และไม่สามารถลุกขึ้นยืน หรือเดินได้ ควรสงสัยก่อน ว่าอาจมีกระดูกสะโพกหัก อย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบายที่สุด และโทรเรียกรถพยาบาล มารับผู้ป่วยไปตรวจรักษาต่อไป

“ภาะแทรกซ้อน”

ผู้ป่วยที่มีกระดูกสะโพกหัก จะไม่สามารถขยับได้มาก ดังนั้นอาจเกิดโรคแทรกซ้อน ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น ปอดอักเสบ การติดเชื้อ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน การผ่าตัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหว หรือเดินได้ จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนดังกล่าวที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้

“การรักษากระดูกสะโพกหัก”

รักษาโดยวิธีผ่าตัด หลังจากผ่าตัด ควรจะเริ่มให้มีการทำกายภาพบำบัดแต่เนิ่นๆ การรักษาตัวของผู้ป่วยกระดูกสะโพก หักมักใช้ระยะเวลา 12 สัปดาห์ เพื่อที่จะทำให้แผลผ่าตัดหายสนิท แต่โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะเดินได้ดีก่อนที่จะถึง 12 สัปดาห์

“การทำกายภาพบำบัด”

เป็นสิ่งสำคัญยิ่งภายหลังการผ่าตัด เพราะจะทำให้ ร่างกายของผู้ป่วยฟื้นเร็ว ช่วยตนเองได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการป้องกัน การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ หลังจากการผ่าตัด นักกายภาพบำบัดก็จะเตรียมพร้อม ที่จะฟื้นฟูบำบัดผู้ป่วย โดยจะเริ่มจากการค่อยๆ ออกกำลังข้อสะโพก อย่างค่อยเป็นค่อยไป จากนั้นก็จะให้ผู้ป่วย เริ่มใช้ไม้ค้ำยัน ไม้เท้า หรือเครื่องช่วยเดินอื่นๆ ผู้ป่วยแต่ละท่านจะมีอาการแตกต่างกันไป ดังนั้นนักกายภาพบำบัดจะตรวจ และให้การรักษาอย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละราย

แผลกดทับ เกิดจากการที่มีการกดทับบริเวณผิวหนังเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลงและเกิดการตายของเซลล์และเนื้อเยื่อ มักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว ช่วยตนเองหรือเคลื่อนไหวไม่ได้

“การดำเนินโรค”

เมื่อผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับ ขาดเลือดไปเลี้ยงได้ราวๆ 2-3 ชั่วโมง ผิวหนังบริเวณนั้นจะเริ่มตาย เจ็บ เปลี่ยนเป็นสีแดงหรือม่วง ซึ่งหากทิ้งไว้ไม่รักษา จะเกิดเป็นแผล และติดเชื้อได้ แผลกดทับที่เป็นมาก อาจกินลึกไปได้ถึงชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการรักษานาน

“ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับ”

ที่พบได้บ่อยคือส่วนของร่างกายที่ไม่ค่อยมีไขมัน หรือบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูกเช่น บริเวณก้นกบ ด้านข้างของสะโพก ส้นเท้า ตาตุ่ม

“วิธีป้องกันการเกิดแผลกดทับ”

ให้หมั่นสังเกตดูว่าผิวหนังของผู้ป่วยเริ่มมีรอยแดงหรือไม่ เพราะหากผิวเปลี่ยนสีแดงแสดงว่ามีอาการเริ่มต้นเป็นแผลกดทับ

การป้องกันแผลกดทับที่ดีนั้น ควรมีการพลิกตัวเปลี่ยนท่าผู้ป่วยบ่อยๆ ใช้เตียงลม หรือเบาะรองนุ่มๆ เพื่อลดแรงกดทับ รักษาผิวหนังให้แห้ง และสะอาดเสมอ

“การรักษาแผลกดทับ”

ที่สำคัญควรให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คแผล เพราะในบางกรณี ผู้ป่วยอาจต้องการการรักษาเพิ่มเติม หากมีอาการรุนแรงหรือติดเชื้อ แต่โดยหลักแล้วการรักษาแผลกดทับจะเป็นไปตามวิธีการนี้

– ลดแรงกดทับบริเวณแผล เช่นไม่นอนทับตรงบริเวณแผล หรือใช้เบาะนุ่มๆ หรือเตียงลม

– ทำแผลและรักษาแผลให้สะอาด

– ปกป้องบริเวณแผล โดยใช้ผ้าก็อซปิดแผลไว้

– หากแผลใหญ่มาก แพทย์อาจพิจารณาใช้การผ่าตัดรักษาเข้าช่วย

– หากมีการติดเชื้อแพทย์จะพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อรักษา

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ มีโปรตีน สารอาหารและพลังงาน เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้แผลกดทับหายเร็ว

โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดถูกทำลาย ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก

“สาเหตุของโรค”
สาเหตุของถุงลมโป่งพอง ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การสูบบุหรี่ นอกจากนั้นยังอาจเกิดจาก การสูดดมสิ่งที่เป็นพิษ เช่น มลภาวะ ไอเสีย ฝุ่น สารเคมี เป็นระยะเวลานาน ๆ

โดยปกติที่แล้วทางเดินหายใจมีลักษณะเหมือนกับต้นไม้กลับหัว โดยกิ่งก้านต้นไม้เปรียบเสมือนหลอดลม และมีถุงลมต่อลงมาจากหลอดลมส่วนปลาย

ในคนทั่วไป หลอดลมจะโล่งและ เปิดอยู่ตลอดเวลา ส่วนถุงลมก็จะเป็นที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนให้กับร่างกาย

ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง ทางเดินหายใจ และถุงลมขาดประสิทธิภาพ การแลกเปลี่ยนอากาศจะเป็นไปได้ยากเพราะ

– ทางเดินหายใจ และถุงลมขาดความยืดหยุ่น ก๊าซจึงเข้าออกยาก
– ผนังของถุงลมบางส่วนถูกทำลาย จึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนอากาศได้เต็มที่
– ผนังของหลอดลมหนาผิดปกติ และบวม อากาศจึงเข้าไปได้น้อย
– เซลล์ของทางเดินหายใจมักจะอักเสบ มีของเหลว และเมือกเกาะอยู่มาก จึงอุดกั้นทางเดินหายใจ อากาศเข้าไปยาก

“อาการ”
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ถุงลมและหลอดลมจะเสียความยืดหยุ่น ทำให้ลมที่จะเข้าปอดน้อยกว่าปกติ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนออกซิเจนก็ลดน้อยลงด้วย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในระยะเริ่มแรกมักจะไม่มีอาการ แต่ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้น อาการก็จะแสดงชัดขึ้นตามลำดับ โดยอาการสำคัญที่พบบ่อยๆ ได้แก่ หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย และหายใจมีเสียงวี๊ด

“การรักษา”
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใด ที่สามารถทำให้โรคถุงลมโป่งพองหายได้ แต่การใช้ยาจะช่วยให้ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และปอดถูกทำลายช้าลง

อัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของสมอง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ และการใช้ภาษา

“อัลไซเมอร์พบได้มากในผู้ใด”

อัลไซเมอร์ พบมากในกลุ่มผู้สูงวัย และกลุ่มผู้ป่วยโรคนี้มีมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ในทุกเชื้อชาติ แต่พบว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย

“การดำเนินของโรค”

ตามธรรมชาติของโรค อาการของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นี้ จะเป็นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาการระยะเริ่มต้นของโรค จะสังเกตุได้ยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการคิด ขาดเหตุผล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ขาดสมาธิ หลงลืม ไม่สามารถดูแลตนเองได้ หรือหากเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะพูดไม่ได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมหรือบุคคลิกภาพ

“การป้องกัน รักษาและชลอการดำเนินโรค”

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผลการวิจัยต่างๆพบว่ากิจกรรมต่างๆข้างล่างนี้ จะช่วยป้องกันหรือชลอการดำเนินไปของโรคได้

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– หลีกเลี่ยงความเครียด
– เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และมีกิจกรรมสังคม กับญาติมิตร เพื่อนฝูง
– ฝึกฝนการใช้สมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยชลอความเสื่อมของสมองได้

“การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์”

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่ยังไม่มีอาการมาก ก็ต้องการ การดูแลอย่างใกล้ชิด และต้องการความช่วยเหลือ ในกิจวัตรประจำวันต่างๆ อาทิเช่น การดูแลเรื่องอาหารการกิน การจับจ่าย หรือซื้อข้าวของต่างๆ แต่หากผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น ก็จะต้องการการดูแลที่มากขึ้นไปด้วย เพราะผู้ป่วยจะหลงลืม จำบุคคลใกล้ชิดไม่ได้ ประกอบกิจวัตรประจำวันต่างๆที่ตนเองเคยทำประจำไม่ได้ เช่น อาบน้ำ ทานอาหาร แต่งตัว ผู้ป่วยจะมีสับสนแม้กับสิ่งแวดล้อมที่ตนคุ้นเคย ในระยะท้ายๆของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยจะไม่สามารถจำญาติ หรือเพื่อนสนิทได้ สูญเสียทั้งความจำระยะสั้น และระยะยาว

โดยทั่วไปผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 10 – 20 ปี ผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นอัลไซเมอร์บางท่าน อาจจะมีอาการซึมเศร้า วิตก กระสับกระส่าย หากอาการเป็นมากขึ้น บางท่านอาจมีอาการโมโหหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย ผู้ป่วยหลายท่านแม้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มากแล้ว ก็มักไม่ทราบถึงขีดจำกัดความสามารถตน ยังคงมองว่าตนเอง ยังสามารถทำอะไรหลายๆอย่างได้อยู่

ระยะท้ายของผู้ป่วยอัลไชม์เมอร์ จะมีความสับสนมาก และต้องพึ่งพาคนมากขึ้น ร่างกายผู้ป่วยจะทรุดโทรมลง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มาก มักต้องนั่ง หรือนอนเป็นประจำ

โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากการที่มีความผิดปกติของสมอง ผู้ป่วยโรคนี้ จะมีความผิดปกติของ การเคลื่อนไหว

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการทรุดลงไปตามกาลเวลา พบโรคนี้ในเพศหญิงและชายเท่าๆกัน และพบในทุกอายุ แต่จะพบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป


อาการของโรคพาร์กินสันเป็นอย่างไร ?

เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็น โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง ผู้ป่วยจะมีอาการหลักๆ 4 อย่างที่พบได้บ่อยคือ

– การสั่นของมือ แขนขา ขากรรไกร และศีรษะ

– ลำตัวแขนและขาเกร็ง

– เคลื่อนไหวช้า

– มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว ผู้ป่วยจะหกล้มง่าย

นอกจากอาการหลัก 4 อย่างนี้แล้วยังพบว่า ลายมือของผู้ป่วยเปลี่ยนไป ผู้ป่วยเขียนหนังสือลำบาก และตัวเขียนจะค่อยๆ เขียนเล็กลงๆ จนอ่านไม่ออก, ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึก สีหน้าเฉยเมย, พูดเสียงเครือๆ และค่อยมากจนฟังไม่ชัดเจน ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมักมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย และนอนไม่ใคร่หลับ